ยินดีต้อนรับสู่เวปธรรมจักร 卍 ธรรมศาลา

การเจริญอินทรีย์ ๕ เส้นทางสีทองสู่ความตื่นรู้ ตอน 1

มนุษย์เราทุกคนเกิดมาแล้วในโลกล้วนแล้วแต่มีหน้าที่ คือหน้าที่ต่อตนเอง หน้าที่ต่อครอบครัว หน้าที่ความเป็นลูก หน้าที่ของความเป็นญาติพี่น้อง หน้าที่อาชีพในสังคม(สังคมนักบวช-สังคมฆราวาส) หน้าที่การเรียนการทำงาน หน้าที่ต่อประเทศ โดยมีสถานะเป็นตัวกำหนดบทบาทแต่ละคนในหน้าที่ขณะนั้นๆ
….หน้าที่หลักที่สำคัญของมนุษย์ทุกคนที่เกิดมา คือ การพัฒนาความรู้เพื่อนำสู่การวิวัฒน์พัฒนายกระดับ อินทรีย์ คุณธรรมความดีงามสู่ความตื่นรู้ทางจิตวิญญาณเพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด หากว่าเขาไม่หลงลืมและได้ทำหน้าที่นี้ ก็เท่ากับการปฏิบัติธรรม ธรรมะหมายถึงหน้าที่

…. สิ่งที่เป็นใหญ่ในชีวิตจิตวิญญาณของแต่ละคน คือ อินทรีย์ และเป็นสิ่งที่ควรสร้างสมบ่มเพาะถ้าหากว่าเขานั้นต้องการที่จะพัฒนาในธรรม

…. อินทรีย์มี ๕ อย่าง ประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาอินทรีย์ ๕ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากที่ผู้ต้องการจะพัฒนาในธรรมควรฝึกฝนเพาะบ่มให้ยิ่งขึ้นไปโดยลำดับ
….ศรัทธา อินทรีย์ คือ ความเชื่อในสิ่งที่ดีงาม ความศรัทธาในพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีความเชื่อในบาปบุญคุณโทษ ซึ่งความเชื่อนี้ก็จะไม่เป็นเพียงแต่ความเชื่อศรัทธาไว้อย่างเดียว แต่ศรัทธาความเชื่อลักษณะดังกล่าวจะส่งผลออกมาทางปฏิบัติตนออกมาทางศีลสำรวมด้วย
…. ศีลสำรวม คือความเป็นปกติของใจ เกิดจากศรัทธาความดีงาม ศีลเป็นข้อปฏิบัติให้อยู่ร่วมกันในทุกสังคมอย่างสันติ ซึ่งแต่ละสังคมสิ่งแวดล้อมมีข้อระเบียบบัญญัติในความเป็นปกติไว้ตามสถานะ คือ ศีล ๕ ศีล๘ ในหมู่สังคมฆราวาส, ศีล ๑๐ สำหรับสมเณร แม่ชี, ศีล ๒๒๗ สำหรับหมู่สังคมพระสงฆ์,ศีล ๓๓๑ สำหรับภิกษุณีสังคมใดจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติ ก็เพราะสังคมนั้นผู้คนที่อยู่ร่วมกันมีระเบียบวินัย
….เมื่อมีบุคคลที่สนใจปฏิบัติในรายละเอียดที่ลึกลงไปของพุทธศาสนา คือสมาธิ ซึ่งมีทั้งสมถะและวิปัสสนาเขาจะศึกษาน้อมนำ ศีลกุศลกรรมบท ๑๐ มาศึกษาปฏิบัติ เพราะบาทฐานของสมาธิ คือศีล ซึ่งจะช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน

….บุญ(ปุญญ-เครื่องให้ฟูใจ) และกุศล(ภาวะดีงามที่ได้เจริญ เพื่อปอกลอกมลทินห่อหุ้มจิตใจ) สองสิ่งนี้จะนำไปสู่ความสุขสงบยิ่งขึ้นไปโดยลำดับเหตุมาจากการเจริญทาน ศีล สมาธิ ปัญญา
….ศีลสำรวมกุศลกรรมบท ๑๐ เกื้อหนุนสมาธิภาวนา เป็นการสำรวมกาย วาจา และจิตใจ ให้อยู่ในความประพฤติการกระทำที่ดีงาม เป็นความศรัทธาในความดีงามความถูกต้อง สำนึกรู้ในบาปบุญคุณโทษ-หิริโอตตัปปะ และกฏแห่งกรรมสิ่งที่ออกมาจากจิตใจ คือวาจา และการกระทำ จะไปในทิศทางเดียวกันคือเขาจะเป็นที่คนพูดจาตรงกับใจ และพูดอย่างไรก็จะมีเจตนาความพยายามทำอย่างนั้นตามที่ได้พูดไว้ ซึ่งจะได้ทำ ทำได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัย
….ความดำริ(สังกัปปะ) ในการรักษาความดีงามกุศลกรรมบท ๑๐ ประการ
….อาชชวะ คือ ความซื่อตรง ต่อตนเอง และผู้อื่น มีความนึกคิด วาจา และการกระทำที่ซื่อตรงไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
….ศีล สงเคราะห์ลงใน ศรัทธาอินทรีย์ หนึ่งในอินทรีย์ ๕

….ศรัทธาอินทรีย์ สงเคราะห์ลงใน สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ในองค์มรรค ๘

…. วิริยะ อินทรีย์ คือ ความเพียรในการดำรงรักษาจิตไปในทางกุศล หากมีอกุศลจิตเกิดขึ้นก็พยายามดับไป และเฝ้าดูแลสภาวธรรมที่ไหลออกมาจากจิตอนึ่ง กุศลธรรมและกุศลจิต มีความหมายอย่างเดียวกัน เพราะธรรมทั้งหลายไหลออกมาจากจิต จิตเป็นสภาพรับรู้ อยู่ในสภาพกลาง ที่มี องค์ประกอบจิตหรือเจตสิก เป็นตัวเข้ามาปรุงแต่งจิต ไปทางกศุลหรืออกุศลการดูแลมิให้อกุศลธรรมเกิดขึ้นติดต่อเรียงกัน การเพียรดับอกุศลธรรม คือการพยายามเข้าไปดับเจตสิกขณะที่ปรุงแต่งไปด้วยอกุศลนั่นเอง
….วิริยะอินทรีย์ คือ สัมมาวายามะ หนึ่งในองค์มรรค ๘

…. สติ อินทรีย์ คือ การเจริญสติปัฏฐาน๔ ที่มีการระลึกเฝ้าตามดูในกาย สิ่งที่เกี่ยวข้องที่กำลังเกิดภายในกาย ตามการระลึกรู้เฝ้าตามดูเวทนาหรือความรู้สึก การระลึกรู้เฝ้าตามดูจิต การระลึกรู้เฝ้าตามดูธรรม ทั้งหมดมี ๔ ฐานคือกาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งฐานกายแยกออกเป็นการฝึกฝน ๖ วิธีตามความถนัด อุปนิสัยจริตแต่ละบุคคล ส่วนฐานเวทนา จิต และธรรม นั้นล้วนเป็นไปในทางเดียวกันทั้งสิ้นซึ่งกำลังของสติ ความละเอียดคมชัดของสติเป็นปัจจุบันขณะ เกิดจากการฝึกฝนทั้ง ๔ ฐานดังที่กล่าวมาแล้วโดยย่อ
….สติอินทรีย์ คือ สัมมาสติ หนึ่งในองค์มรรค ๘

….สมาธิ อินทรีย์ คือรูปฌานที่มี ๔ ลำดับ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุถฌาน สมาธิซึ่งมีทั้งสมถะและวิปัสสนา ซึ่งสองอย่างนี้อันใดมาก่อนมาทีหลังก็ขึ้นกับจริตอุปนิสัยแต่ละบุคคลรายละเอียดเกี่ยวกับการฝึกฝนสมาธิภาวนา สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากลิงค์ด้านล่างการเจริญพรหมวิหาร ๔ ไว้อย่างสม่ำเสมอจะเกื้อกูลสมาธิอินทรีย์(พรหมวิหาร๔ ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)
….สมาธิอินทรีย์ คือ สัมมาสมาธิ หนึ่งในองค์มรรค ๘

…. ปัญญา อินทรีย์ คือ ความรู้และการได้เรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรงที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติเองใน ทุกข์, สาเหตุให้เกิดทุกข์,ความดับทุกข์, การศึกษาเรียนรู้ฝึกฝนในหนทางที่จะดับทุกข์ คือ มรรคมีองค์ ๘ ปัญญาอันประกอบด้วยไตรลักษณ์
….ปัญญาอินทรีย์ คือ สัมมาทิฎฐิ หนึ่งในองค์มรรค ๘

อินทรีย์๕ ในการปฏิบัติบำเพ็ญภาวนาสภาวธรรมทางจิต (อานาปานสติ)
…. ศรัทธา คือความดำรงจิตที่มั่นใจแน่วแน่ในสภาวธรรม ที่ดำเนินอยู่อย่างมีความเชื่อมั่นในวิถีทางที่ดำเนินไป อย่างไม่ติดข้อง ไม่เข้าไปตรึกวิตกลังเล ว่านั่นใช่ไหม? นี่อะไร? ความเชื่อมั่นวิถีทางจะช่วยให้ตัดผ่านความลังเลสงสัยในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ตามรอบของปัญญา เป็นความเชื่อมั่นในการดำรงจิตตน และความเชื่อมั่นศรัทธาอินทรีย์ดังนี้ ทำให้เอาชนะวิจิกิจฉา(นิวรณ์-ความลังเลใจในสภาวธรรมต่างๆทีประสบ และกำลังดำเนินอยู่ได้ เกื้อกูลให้เอาชนะนิวรณ์๕ อย่างที่ขัดขวางสัมมาสมาธิ(สมาธิอินทรีย์)

…. วิริยะ การรักษาภาวะต่อเนื่องดำรงความจดจ่อ ไม่หวั่นไหวไปตามกับธรรมคู่ใดๆที่เกิดในจิต ความที่ตามระลึกรู้สภาวธรรมที่ดำเนินไปในสมาธิภาวนา เมื่อนิมิตหรือธรรมารมณ์ใดที่ละเอียดเกิดขึ้น และดับไปในการคลายสังขารโดยลำดับ เมื่อดำเนินสู่สภาวะที่ละเอียดขึ้นโดยลำดับ การรักษาอุเบกขารมณ์ใจที่เป็นกลางไม่เกาะเกี่ยว ไม่ยินดียินร้ายไปกับกุศลธรรมและอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปในจิตสังขาร
…. สติ เมื่อใดที่จิตเข้าไปแนบชิดสังขารธรรม(ธรรมมคู่)ใดๆ ภาวะระลึกรู้จะคอยตามไปอย่างใกล้ชิด และพาถอยห่างออกมาในระยะพอดีเป็นการเฝ้าตามดูจิตในจิต ธรรมในธรรม เฝ้าตามระลึกรู้นามรูปที่เกิดขึ้นและดับไปเป็นปัจจุบันภาวะ

…. สมาธิ คือ ภาวะที่ดำรงจิต ตั้งมั่น ในองค์ภาวนาระลึกรู้เฝ้าตามดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ที่ดำเนินไปจากลมหยาบ ไปสู่ลมละเอียดตามระลึกรู้ในบริกรรม ระยะลมหายใจยาวก็รู้ว่ายาว ลมหายใจสั้นก็รู้ว่าสั้น “โฟกัสใส่ใจจุดที่ลมหายใจตกกระทบโดยตลอด ดุจบรุษผู้เลื่อยไม้ ใส่ใจตรงฟันของเลื่อยจุดที่สีกระทบกับเนื้อไม้”…เฝ้าตามดูความรู้สึก เฝ้าตามดูอาการของจิต ที่ดำเนินไปในสภาวธรรมรูปฌานและภาวะที่ก่อนจะเข้าสู่รูปฌาน

….อานาปานสติสมาธิภาวนามีทั้ง สมถะและวิปัสสนา โดยสมถะนำหน้าวิปัสสนา, วิปัสสนานำหน้าสมถะ หรือคู่เคียงกันไป ตามจริตอุปนิสัยบุคคล
…….หรือบางท่านอาจใช้คำบริกรรมระลึกอยู่ในใจ เช่น พุท-โธ ซึ่งแล้วแต่ความถนัดจริตอุปนิสัยโดยเมื่อหายใจเข้า(พุท) – หายใจออก(โธ) คำบริกรรมช่วยให้จิตไม่ซัดส่ายไปตามความเคยชินเก่าๆเดิมๆ
……..แล้วเมื่อจิตตั้งมั่น สงบดีแล้ว ไม่แล่นไปไหน ค่อยวางคำบริกรรมลง ใส่ใจเฉพาะลมหายใจเข้า-ออก วิธีนี้เป็นได้สำหรับผู้ถนัดสมถะนำหน้าวิปัสสนา ที่เน้นเจโตสมถะภายในมาก่อน
….
สมถะและวิปัสสนาจะเกื้อกูลกันเสมอ อย่างใดมาก่อนหรือมาหลังก็ไม่สำคัญขึ้นกับแต่ละบุคคล
…โดยที่บางคนในวาระนั้นหนนั้นๆในสมาธิภาวนา
…. -เขาอาจมีสมถะรวมจิตสู่ความเป็นหนึ่งมาก่อนแล้วจึงไปเกื้อกูลวิปัสสนาในวาระลำดับถัดไป
…. -หรืออาจทำวิปัสสนาคือมีการพิจารณาสิ่งต่างๆที่เกิดภายในจิตใจตนเองมาก่อนแล้วแจ้งแก่ใจทีละเปาะๆแล้วจึงปล่อยวางจางคลายเบากายเบาจิตจึ่งไปเกื้อกูลสมถะโดยลำดับถัดไป
…. -หรือบ้างก็ เข้ามาทีละรอบเกิดสลับกันโดยลำดับตามวาระในครั้งนั้นๆในการทำสมาธิ หรืออย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในสมาธิภาวนาครั้งนั้นตามธรรมชาติและจริตอุปนิสัยแต่ละบุคคล แต่ก้อไม่ทอดทิ้งอีกอย่าง ดุจกับว่า ขาขวาที่ไม่ทิ้งขาซ้าย

…. ปัญญา ปัญญาที่เต็มรอบแต่ละหนจะอาศัยอินทรีย์เหล่าอื่นที่สมดุลเป็นบาทฐานเกื้อกูลเสมอ ปัญญาอินทรีย์เป็นภาวะตระหนักรู้ เฝ้าพินิจสภาวธรรมผ่านแว่นส่องอริยสัจ๔ เป็นปัจจุบันธรรม(ผัสสะหรือสัมผัส จากสภาวะปัจจุบัน) คือความทุกข์ สาเหตุที่เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางดำเนินสู่ความดับทุกข์
….ปัญญาอินทรีย์ นี้จะเป็นของบุคคลนั้นเอง มิใช่ของบุคคลอื่นโดยอาศัยการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของผู้นั้นจากการประสบความทุกข์ การเห็นสาเหตุจากทุกข์นั้น ความดับทุกข์ และหนทางดำเนินสู่ความดับทุกข์ …ทุกสิ่งเกิดขึ้นในจิต เมื่อมันจะดับลง มันก็ดับลงไปในจิต มีปัญญาในการรักษาความเป็นกลาง ปัญญาในการปล่อยวางตัวตนของตนที่ยึดมั่นถือมั่น

…. ในส่วนปัญญานี้อาศัยสัมปชัญญะและสติ เฝ้าตามดูพินิจสภาพธรรมตามความเป็นจริงปัจจุบันขณะความพินิจใส่ใจในสภาพธรรมที่เกิดกับลมหายใจ เวทนา จิต ความเข้าใจและปล่อยวางสภาพธรรมตามสภาพความเป็นจริงที่มีความเกิด-ดับ ความเข้าใจชำนาญในช่องทางวิถีที่วางจิตให้เข้าสู่ภาวะสงบ ความใส่ใจเมื่อมีสภาวธรรมเกิดขึ้น-ดับไปที่เป็นการพลิกไปสู่วิปัสสนา สู่ความเข้าใจกฏแห่งไตรลักษณ์ ความไม่เที่ยงของสภาวธรรมทั้งหลายของนามและรูป ที่มีความแปรปรวนไม่สามารถบังคับบัญชาได้ ไม่ยึดภาวะปรุงแต่งนั้นๆ มาเป็นตัวตนของตน รวมทั้งปัญญาญาณในการไม่ยึดถือสภาวะธรรมต่างๆ มาปรุงแต่งว่า เป็นของตัวเราของเราทำให้เกิดภาวะการที่พอกพูนตัวตนในการปฏิบัติธรรม.

…. การเจริญอินทรีย์๕ ซึ่งจะพอกพูนอย่างแก่กล้า สมบูรณ์และสมดุลย์ ก็ได้ด้วยอาการลักษณะดังกล่าวนี้

….หากเมื่อปฏิบัติดำเนินไปสม่ำเสมอโดยลำดับขอบเขตอินทรีย์ที่บ่มเพาะภายใน จะมีการขยายขอบเขตออกสู่ภายนอกชีวิตประจำวันโดยธรรมชาติโดยอาศัยอิทธิบาท๔ คือความมีใจรักในการปฏิบัติ(ฉันทะ), ความอดทนพากเพียรเอาใจใส่(วิริยะ), การเลื่อมใสระลึกถึงการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ(จิตตะ), ความพินิจใคร่ครวญอินทรีย์๕ วิถีทางที่กำลังปฏิบัติ เพื่อหนทางให้พัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้น(วิมังสา)

หากมีคำถามว่า อินทรีย์ ๕ เริ่มต้นปฏิบัติอย่างไร อันไหนก่อนอันไหนหลัง?
…. ….สามารถเริ่มต้นที่อินทรีย์อย่างใดก่อนก็ได้ และตัวต่อไปจะตามมาเองโดยธรรมชาติ เมื่อทำไปด้วยความตั้งใจจริง มุ่งมั่น และสร้างวินัยให้ตนเองในการปฏิบัติสมาธิภาวนา ในช่วงเลาที่ตรงกันในแต่ละวัน ค่อยๆศึกษาเรียนรู้ไปตามกำลัง
…. ส่วนผู้ที่ปฏิบัติโดยหลักที่เป็นสมาธิอินทรีย์ หรือสติอินทรีย์ อย่างใดอย่างนึง หรือรวมๆกันอยู่แล้ว ก็สามารถเลียบเคียงจากเนื้อหานี้ และนำส่วนอื่นที่เห็นว่ามีประโยชน์ไปใช้ได้ด้วยเช่นกัน
…. เมื่อผู้ใดได้ศึกษาเรียนรู้แนวทางและปฏิบัติโดยลำดับก็จะทราบว่าอินทรีย์๕ มีความสำคัญอย่างไรเพียงใดแต่ละอินทรีย์นั้นเกื้อกูลกันเองภายในอย่างไรบ้าง และอินทรีย์๕ กับ พละ๕ หมายถึงสิ่งเดียวกัน

Facebook
Google+
Twitter
LinkedIn

One Reply to “การเจริญอินทรีย์ ๕ เส้นทางสีทองสู่ความตื่นรู้ 1”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *